การพัฒนาชุมชนรัฐบาลของเท็กซัสเพื่อความก้าวหน้าทางประเทศ

11

สาธารณรัฐเทกซัสสถาปนาตนเองเป็นสาธารณรัฐโดยแยกดินแดนออกมาจากเม็กซิโกในเหตุการณ์ปฏิวัติเทกซัส โดยอ้างสิทธิ์ในดินแดนที่มีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของรัฐเทกซัส รวมไปถึงบางส่วนของรัฐนิวเม็กซิโก, โอคลาโฮมา, แคนซัส, โคโลราโด และไวโอมิงของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน โดยยึดตามสนธิสัญญาวิลาสโกระหว่างสาธารณรัฐเทกซัสที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่กับเม็กซิโก พรมแดนทางตะวันออกกับสหรัฐอเมริกาถูกกำหนดโดยสนธิสัญญาแอดัมส์-โอนิสที่ทำขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสเปนในปี ค.ศ. 1819 ส่วนพรมแดนทางตอนใต้และทางตะวันตกซึ่งติดกับเม็กซิโกนั้นตกเป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศตลอดระยะเวลาที่สาธารณรัฐดำรงอยู่ โดยเทกซัสใช้สองฝั่งของแม่น้ำรีโอแกรนด์เป็นตัวขีดเส้นแบ่งพรมแดน ในขณะที่เม็กซิโกใช้แม่น้ำนูเอซิสในการปักปันเขตแดน ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวกลายเป็นเหตุชนวนสงครามเม็กซิโก-อเมริกา หลังจากการผนวกเทกซัสเข้ามาเป็นรัฐในสหรัฐอเมริกา

สาธารณรัฐเทกซัสสถาปนาตนเองขึ้นมาจากรัฐโกอาวีลาอีเตคัส ของเม็กซิโกจากเหตุการณ์การปฏิวัติเทกซัส ในขณะนั้นเม็กซิโกกำลังอยู่ในความสับสนอลหม่านขณะที่ผู้นำของประเทศในแต่ละสมัยพยายามที่จะกำหนดรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศ ในปี ค.ศ. 1835 เมื่อประธานาธิบดีอันโตนิโอ โลเปซ เด ซานตา อันนา ล้มเลิกรัฐธรรมนูญแห่งปี 1824 ทำให้เขามีอำนาจมหาศาลในการควบคุมรัฐบาล ชาวอาณานิคมในเทกซัสจึงเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวและเริ่มก่อตั้งคณะกรรมการเพื่อการตอบโต้และความปลอดภัย โดยมีคณะกรรมการกลางในแซนฟิลิปดิออสตินเป็นผู้ประสานการทำงาน ขณะที่ในเม็กซิโกชั้นใน ก็มีการต่อต้านนโยบายรวมอำนาจใหม่นี้ ในหลาย ๆ รัฐเช่นกัน  การปฏิวัติเทกซัสเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1835 ในยุทธการกอนซาเลส แม้ว่าเริ่มแรกนั้นชาวเทกซัสจะต่อสู้เพื่อให้กลับมาใช้รัฐธรรมนูญแห่งปี 1824 อีกครั้ง แต่ต่อมาในปี 1836 เป้าหมายของสงครามก็เปลี่ยนไป โดยได้มีการประกาศเอกราชที่การชุมนุมแห่งปี 1836 ในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1836 และสถานปนาตนเองเป็นสาธารณรัฐเทกซัสอย่างเป็นทางการการเมืองภายในสาธารณรัฐมาจากความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม ได้แก่พรรคชาตินิยม นำโดยลามาร์ ซึ่งต้องการให้สาธารณรัฐเทกซัสดำรงอยู่เป็นรัฐเอกราชต่อไป

ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้

2

ศูนย์เรียนรู้ชุมชนเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสารความรู้ของชุมชนที่จะนำไปสู่การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชน ในชุมชน เป็นแหล่งเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม ค่านิยม และเอกลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งบริการชุมชนด้านต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้ ของชุมชน โดยเน้นการกระบวนการเรียนรู้เพื่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดชุมชนแห่ง เรียนรู้ และมุ่งการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง เป็นศูนย์ฯ ของประชาชน ที่ดำเนินการโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน จากความหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า ศูนย์เรียนรู้ชุมชนในความคาดหวังของกรมการพัฒนาชุมชน ไม่ใช่ศูนย์ฝึกอบรมประจำหมู่บ้านที่รอรับการนัดหมายจากวิทยากรภายนอก แต่จะเป็นสถานที่ที่จะสร้างความผูกพันระหว่างคนในชุมชนกับเรื่องราวของเขาเองเป็นสำคัญ

หลักการสำคัญของศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้ทุกด้าน ทุกรูปแบบไม่เน้นการเรียนการสอนในห้องเรียน เป็นศูนย์กลางที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ ค้นคว้าหาความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งการพบปะ สังสรรค์ เพื่อสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือในการพัฒนาตนเองและชุมชน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ภารกิจของศูนย์เรียนรู้ชุมชนจัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของประชาชนในชุมชนเป็นศูนย์รวมของข้อมูล เช่น ข้อมูล จปฐ. กชช.2ค.แหล่งน้ำ กลุ่มอาชีพ ฯลฯ รวมทั้งข่าวสาร สาระความรู้ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เท่าทันสถานการณ์โลก รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน องค์ความรู้ที่มีอยู่กระจัดกระจายในชุมชน และจัดการให้เป็นหมวดหมู่ มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่ประชาชนสามารถเข้าไปสืบค้นศึกษาและ เรียนรู้ได้ทุกเวลา เป็นศูนย์กลางในการจัดการความรู้ ที่ดำเนินการโดยประชาชนและเพื่อประชาชนเป็นศูนย์ประสานและบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน ภาคประชาชน ได้แก่ ผู้นำ กลุ่ม/องค์กร เครือข่าย ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาภาครัฐเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน  เป็นสถานที่ที่มีโครงสร้างเป็นอาคาร หรือสถานที่ใด ๆ ก็ได้ ที่มีองค์ความรู้ สามารถให้การเรียนรู้แก่ประชาชนที่ต้องการความรู้ สามารถเข้าถึงได้

“ไบบลิโอเทค ไลบรารี” ห้องสมุดดิจิตอลสำหรับ เบ็กซาร์ เคาน์ตี้ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

“ไบบลิโอเทค ไลบรารี” ห้องสมุดดิจิตอลชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ เบ็กซาร์ เคาน์ตี้ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เป็นห้องสมุดแห่งเดียวในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ที่ไม่มี”หนังสือ” เป็นเล่มๆ แม้แต่เล่มเดียว แต่ตรงกันข้าม หนังสือทั้งหมดเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-บุ๊ก และหนังสือเสียง หรือ ออดิโอบุ๊ก จำนวน ราวๆ 10,000 หัวเรื่องในระยะแรก สำหรับไว้ให้บริการแก่ชาวบ้านในชุมชนราว 1.7 ล้านคนทั้งของเบ็กซาร์ เคาน์ตี้ และในตัวเมือง ซานอันโตนิโอ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเคาน์ตี้แห่งนี้ด้วย

“ห้องสมุดไบบลิโอเทค” ถือเป็นความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่จำกัดลง ในขณะที่ความต้องการ

“ห้องสมุดประชาชน” ของคนอเมริกันยังคงมีอยู่ในระดับสูง ในขณะที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ว่าทางการของแต่ละรัฐและแต่ละชุมชนจะตัดงบประมาณสำหรับห้องสมุดประชาชนให้เหลือน้อยลงเรื่อยๆ นั้น 91 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันยังยืนยันว่าห้องสมุดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชุมชน เพราะนอกจาก 82 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่าห้องสมุด”เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการอ่านออกเขียนได้” ของเด็กๆ แล้ว อีก 85 เปอร์เซ็นต์ชี้ว่าห้องสมุดสาธารณะประจำชุมชนทำหน้าที่เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของ”โรงเรียน” ของชุมชนอีกด้วย

ที่น่าสนใจมากก็คือ ห้องสมุดสาธารณะประจำชุมชนดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแหล่งในการ”อ่าน” และ”ศึกษาค้นคว้า” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สมาคมห้องสมุดอเมริกัน (เอแอลเอ) ยังระบุว่า 62 เปอร์เซ็นต์ ของห้องสมุดสาธารณะประจำชุมชนทั่วประเทศยังเป็นสถานที่เดียวที่ช่วยให้สมาชิกของชุมชนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในแต่ละชุมชนนั้นๆ

การเปลี่ยนหนังสือเล่มให้เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เดิมทีอาจเป็นเรื่องยากแต่ตอนนี้กลับเป็นเรื่องง่ายกว่าปัญหาการคิดค้นหาแนวทางการให้บริการที่เหมาะสม และกระจายออกไปในวงกว้างของชุมชนให้มากที่สุด แต่จำกัดอยู่แต่ภายในชุมชนที่ต้องการให้บริการ รูปแบบที่”ไบบลิโอเทค” นำมาใช้น่าสนใจดีทีเดียว

เริ่มจากการลงทะเบียน ชำระเงิน 2 ดอลลาร์ (ราว 60 บาท) เป็นค่าธรรมเนียมต่อการเข้าใช้เป็นเวลา 2 ปี โดยมีข้อมูลสำคัญคือ “โพสต์โค้ด” เพื่อจำกัดวงผู้ใช้งานเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น ผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกจะได้รับสมาร์ทการ์ดประจำตัว เหมือนบัตรห้องสมุดที่เราคุ้นเคย สำหรับใช้เป็นเครื่องยืนยันตัวและเป็นพาสเวิร์ดสำหรับการใช้บริการ

ผู้ใช้บริการจะเลือกเข้าไปใช้บริการถึงที่ห้องสมุดเลยก็ได้ที่ห้องสมุดชั้นหนังสือแบบที่คุ้นเคยกันถูกโละออกไปเปลี่ยนงบประมาณส่วนหนึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์48 ตัวและ อี-รีดเดอร์กับแท็บเล็ต อีก 600 ตัว กับโน้ตบุ๊กอีกจำนวนหนึ่งไว้ให้ใช้ พร้อมทั้งบริการอินเตอร์เน็ต ไวไฟ ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก ด้วยเหตุนี้ ใครที่มีอุปกรณ์ประจำตัวอยู่แล้ว อย่าง โน้ตบุ๊ก หรือ แท็บเล็ต ก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้ทันที

โรงเรียนในชุมชนสามารถจองช่วงเวลาสำหรับการมาใช้ห้องสมุดเพื่อใช้เป็นชั่วโมงเรียน”คอมพิวเตอร์” หรือ “วรรณกรรมสำหรับเด็ก” ก็ได้ นอกเหนือจากนั้น เด็กๆ ยังมีสิทธิพิเศษในการ”ยืม” อุปกรณ์จากห้องสมุด (โดยผู้ปกครอง) อาทิ แท็บเล็ต พร้อมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับเด็ก กลับไปอ่านที่บ้านได้อีกต่างหาก ครั้งละ 7 วัน (เพราะอุปกรณ์มีจำกัดเทียบกับจำนวนเด็กๆ) โดยมีค่าปรับในการคืนล่าช้าและค่าเสียหายของอุปกรณ์ตามความเหมาะสม แต่ไม่คิดค่ายืมแต่อย่างใด

ไบบลิโอเทค ไลบรารี” ไม่ได้เป็นห้องสมุดแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาที่ให้บริการอีบุ๊กอย่างเดียว จริงๆ แล้วแนวความคิดนี้เคยนำมาประยุกต์ใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว คือห้องสมุดประชาชนแห่งซานตาโรซา ในรัฐอริโซนา เมื่อปี 2002 แต่ไปๆ มาๆ คนที่ใช้บริการนั่นแหละขอร้องให้ห้องสมุดเอาหนังสือเป็นเล่มๆ กลับมาให้ยืมใหม่

ตอนนี้ 76 เปอร์เซ็นต์ของห้องสมุดในสหรัฐอเมริกาให้บริการอีบุ๊ก เพื่อลดงบประมาณในการจัดซื้อและบำรุงรักษาแต่ที่เป็นห้องสมุดแบบ”บุ๊คเลส” อย่าง”ไบบลิโอเทค ไลบรารี” เพิ่งกลับมามีอีกแห่งนี่แหละ!