การจัดตังสหกรณ์ชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ

สหกรณ์ เป็นองค์การธุรกิจซึ่งต้องการช่วยเหลือคน จึงไม่สร้างข้อกีดกันหรือข้อจำกัดในเรื่องสังคม การเมือง หรือศาสนาของบุคคลมาเป็นเงื่อนไข การสมัครเข้าเป็นสมาชิกถ้าหากเขาสามารถดำเนินงานร่วมกันและใช้บริการของสหกรณ์ได้โดยสุจริตใจ รวมทั้งยอมรับกติกา กฎเกณฑ์ และความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกด้วยความเต็มใจ สหกรณ์ก็พร้อมที่จะรับเข้าเป็นสมาชิกทั้งสิ้น เพราะสหกรณ์ต้องการรวมคนเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัด การมีสิทธิในการเป็นเจ้าของกิจการจึงมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นสมาชิกทุกคนจึงมีสิทธิในการเลือกหรือได้รับเลือกเป็นกรรมการเช่นเดียวกัน และโดยที่สหกรณ์มุ่งหวังที่จะรวมคนมากกว่าการรวมทุน สหกรณ์จึงถือว่าการมีส่วนร่วมของสมาชิกมีความสำคัญต่อสหกรณ์เท่ากัน การออกเสียง เพื่อการลงมติใดๆก็ตาม

ชุมชนมีวัฒนธรรมของตนอยู่แล้ว มีระบบคุณค่าที่รวบรวมมาได้จากประวัติศาสตร์ เป็นบทสรุปของความคิดและการปฏิบัติของชุมชนนั้นๆ เป็นวิถีชีวิตและทิศทางของการพัฒนาชุมชนที่ชาวบ้านสรุปขึ้นมา แกนกลางของวัฒนธรรมชุมชนคือ การให้ความสำคัญแก่ความเป็นคน และแก่ความผสมกลมกลืนกันในชุมชนการที่ชุมชนหรือหมู่บ้านอยู่มาได้เป็นเวลาช้านานเพราะว่ามีความผสมกลมกลืนกันในชุมชน ทั้งในขณะปัจจุบันระหว่างสมาชิกด้วยกันและหากนับย้อนขึ้นไปสมาชิกก็มีบรรพบุรุษร่วมกันด้วย การพัฒนาชุมชนจึงต้องเริ่มจากฐานวัฒนธรรมชุมชนซึ่งเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของชาวบ้าน ถ้ามีวัฒนธรรมชุมชนเข้มแข็ง การรวมกลุ่มของชาวบ้านเพื่อทำกิจกรรมจะสำเร็จได้ไม่ยาก การต่อต้านการ เอารัดเอาเปรียบจากภายนอกจะกระทำได้

การจัดตั้งทุนที่จะนำมาบริหารจัดการของสหกรณ์จะได้มาจากการออมของชาวบ้านด้วยกันเอง เป็นเงินที่หมุนเวียนในชุมชนและมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับสภาพฐานะและรายได้ของชาวบ้าน ให้คนในชุมชนได้ดูแลกันเอง เพราะชาวบ้านจะรู้จักกันหมดว่าครอบครัวไหนทำอาชีพอะไรและจะมีรายได้ต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ การกู้เงินจะนำไปใช้จ่ายอะไร จำเป็นหรือไม่ ควรจะให้กู้หรือไม่ ส่วนผลกำไรที่เหลือเมื่อถึงสิ้นปีก็มีการปันผลคืนกลับสู่ชาวบ้านอีก ฉะนั้นเงินจะไม่สูญหายไปไหน นี่คือแนวทางที่จะนำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ คือการใช้หลักของสหกรณ์ที่เน้นให้ทุกคนพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญคือชาวบ้านต้องมีจุดมุ่งหมายและความมุ่งมั่นว่าต้องการจะหลุดพ้นจากการเป็นหนี้นอกระบบ แล้วหันมาใช้วิถีทางแบบสหกรณ์ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและมีเป้าหมายชัดเจน

แนวทางในการพัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต


ศูนย์การเรียนชุมชนเปรียบเทียบได้กับเป็นศูนย์รวมของชุมชน ด้วยเหตุผลของการจัดตั้งศูนย์การเรียนชุมชนเพื่อให้เป็นสถานที่พบปะพูดคุยกันของสมาชิกในชุมชนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการเป็นแหล่งศึกษาและค้นคว้าหาความรู้อีกทั้งเป็นแหล่งนันทนาการของหมู่บ้านอีกด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ศูนย์การเรียนชุมชนจึงมีความเหมาะสม ที่จะส่งเสริมชุมชนจึงมีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงได้ โดยความร่วมมือขององค์กรหลายฝ่ายซึ่งสอดคล้องกันนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการรวมตัวกันในการคิด วางแผนและแก้ไขปัญหาร่วมกัน แนวทางในการสร้างและพัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนให้สามารถสนองความต้องการของชุมชนได้อน่างแท้จริงประกอบด้วยศูนย์การเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน การศึกษาวิเคราะห์ชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน การระดมพลังเพื่อการพัฒนารอบด้าน ข้อมูลชุมชน แผนพัฒนาชุมชนระดับหมู่บ้าน รวมทั้งการกำกับ ติดตามและประเมินผลด้วยตนเอง

ศูนย์เรียนรู้ชุมชน จะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นความต้องการของประชาชนในชุมชน เพราะจะเป็นสมบัติของชุมชน จึงควรนำแนวคิดเข้าเวที ประชุมประชาคมของหมู่บ้าน เผยแพร่ความคิด โน้มน้าวสร้างการยอมรับ และชี้ให้เห็นความสำคัญของการมีแหล่งเรียนรู้ของชุมชน การจัดเก็บองค์ความรู้ ประวัติชุมชน และภูมิปัญญาของชุมชนอย่างเป็นระบบ การแสดงข้อมูลข่าวสารของชุมชนให้ได้เรียนรู้กันอย่าง ทั่วถึง รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สม่ำเสมอ โดยเริ่มจากการจัดระเบียบแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชน และให้เป็นไปตามกำลังที่ชุมชนจะสามารถดำเนินการได้ อีกทั้งให้มีขอบเขต และลักษณะตามความเห็นของชุมชน

กิจกรรมในศูนย์การเรียนตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแล้วย่อมสะท้อนให้เห็นว่าศูนย์การเรียนก็คือ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เนื่องจากกิจกรรมที่หลากหลาย สามารถสนองตอบประชาชนได้ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเพศและวัย อาทิ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการศึกษาวิชาอาชีพ การจัดและส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เป็นเวทีเสนวนาเรื่องราวต่างๆของชุมชน และยังเป็นแหล่งนันทนาการของชุมชนอีกด้วยเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการศูนย์การเรียนชุมชน สามารถดำเนินกิจกรรมภายในศูนย์การเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนจึงได้จัดทำเอกสาร “นวทางการพัฒนาศูนย์การเรียนชุมชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต

การใช้ประโยชน์จากศูนยการเรียนไอซีทีให้แก่ชุมชน

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยได้ทำการสร้างศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน ในชุมชนต่างๆ หลากหลายรูปแบบ กระจายทั่วประเทศไทย กว่า 280 แห่ง และยังมุ่งสร้างแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชน โดยการสร้างต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนอำเภอละ 1 แห่งในระยะเริ่มต้น

นอกจากการพัฒนาการแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชนผ่านเครื่องมือ ICT แล้ว  ได้พยายามสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมผ่านเครื่องมือสื่อใหม่ หรือ ICT โดยอาศัยแนวคิดโลกไร้พรมแดน มุ่งเพื่อสร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนสินค้า ภูมิปัญหา และสร้างความสามารถในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ การประยุกต์ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เข้ากับวิถีชุมชนจึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการจัดเก็บข้อมูลชุมชน การประชาสัมพันธ์ชุมชน สินค้า ภูมิปัญญาผ่าน WEB 2.0 เพื่อสร้างเครือข่ายสังคมแห่งการช่วยเหลือ เกื้อกูลผ่านอินเทอร์เน็ต และสร้างมูลค่าสินค้า บริการของชุมชนผ่านแนวคิด Social Networking นอกจากนี้ ยังได้เน้นการให้ข้อมูลชุมชนแก่ตลาดโลกผ่านเครื่องมือ Search Engine ที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก ด้วยการนำเสนอข้อมูลชุมชนผ่านสื่อต่าง ได้แก่ เว็บไซต์ชุมชน ภาพ วิดีโอ บทวิจารณ์ ฯลฯ เพื่อเป็นการเปิดตลาดแนวใหม่ให้แก่ชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับการใช้ ICT เพื่อเป็นเครื่องมือของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้ ICT ชุมชนนั้น ก็นับว่าไม่ต่างไปจากศูนย์เรียนรู้ในลักษณะต่างๆของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ชุมชนร่วมตัวกันจัดตั้งกันขึ้นมากเอง ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ฯลฯ  ศูนย์เรียนรู้ ICT ชุมชน ก็นับว่าเป็นศูนย์น้องใหม่ที่ได้รับความสนใจทั่วโลก เพราะความเจริญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ได้ย่อโลกทั้งใบให้เป็นหมู่บ้านเดียวกัน (Global village)   ดังนั้น การใช้ ICT เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของการพัฒนา จึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ชุมชนไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ต่อไป ดังนั้นจึงขอสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ได้ศึกษา และบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนในลักษณะรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พวกเราในการที่จะใช้เป็นฐานคิดในการปรับใช้กับศูนย์เรียนรู้ ICT ชุมชนของพวกเราต่อไป

ลักษณะศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่สามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้
การพิจารณาลักษณะศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่สามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ควรมีกรอบคิด ดังนี้
1. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ชุมชนได้ร่วมกันกำหนด และจัดวางไว้
2. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นต้องสามารถให้ความรู้ หรือให้บริการเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การใช้วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบ และกำลังแรงงานในท้องถิ่น
3. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมความสามารถในด้านการบริหารจัดการ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสมาชิกในกลุ่ม
4. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นต้องมีการบริหารจัดการในลักษณะที่ส่งเสริมความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน และเอื้อประโยชน์กับคนกลุ่มต่างๆ ตามระดับการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน และยุติธรรม
5. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรพิจารณาเกี่ยวกับข้อมูล หรือกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ของชุมชน เพื่อความเท่าทันกับกระแสต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
6. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นไม่ควรมีการดำเนินงานที่ยุ่งยาก ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนสามารถกระจายความรับผิดชอบให้แก่กลุ่มต่างๆ และบุคคลอื่นๆ ในชุมชนได้อย่างทั่วถึง
7. ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนนั้นควรมีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับชุมชน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีลักษณะเป็นองค์รวมของข้อมูลจำเป็นของชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ข้อมูลในส่วนที่ตนเองต้องการได้

ความสำคัญของเทคโนโลยีต่อแหล่งการเรียนรู้ชุมชน

การปฏิวัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมอย่างมาก เทคโนโลยีและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคม ทั้งด้านความเป็นอยู่ การสื่อสาร การทำงาน การคมนานคมและการขนส่ง ธุรกิจและอุตสาหกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา

ในปัจจุบันนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และการสื่อสารได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีขนาดเล็กลง หรือที่เรียกว่า “นาโนเทคโนโลยี” (Nanotechnology) ทำให้การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างฉับพลันผ่านทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway) เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลกและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้การเข้าถึงสารสนเทศและบริการต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและไร้พรมแดน โดยอาจเรียกได้ว่าเป็น “สังคมอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “ชุมชนอิเล็กทรอนิกส์”

การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดความต้องการและการใช้สารสนเทศของบุคคลเพิ่มมากขึ้น สารสนเทศมีการใช้สารสนเทศเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเรื่องที่ตนเกี่ยวข้อง และนำความรู้ความเข้าใจมาตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทันเวลากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม เป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญไม่จำกัดเฉพาะนิสิต นักศึกษา นักวิชาการ แต่มีความสำคัญกับบุคคลในทุกสาขาอาชีพและทุกวัย

เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดและเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่น การถอนเงินอัตโนมัติ ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อขายสินค้าทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การประชุมทางไกล การศึกษาทางไกล ระบบห้องสมุดดิจิตอล การเข้าถึงบริการและสารสนเทศต่างๆ ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

สารสนเทศนอกจากมีความสำคัญต่อตัวบุคคลดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความสำคัญต่อสังคมในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านวัฒนธรรม

ด้านการศึกษา การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำ ช่วยเหลือ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ส่งผลให้สารสนเทศมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนในทุกระดับการศึกษา สารสนเทศที่ดีมีคุณค่าและทันสมัย จะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้สารสนเทศที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ถูกต้องจากหลายแขนงวิชามาพัฒนาให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาได้

ด้านสังคม สารสนเทศช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพส่วนบุคคลให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต เราใช้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทั้งการประกอบอาชีพ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาชีวิต สารสนเทศช่วยขยายโลกทัศน์ของผู้ได้รับให้กว้างขวาง สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างมนุษยชาติ ช่วยลดความขัดแย้ง ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ด้านเศรษฐกิจ สารสนเทศมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจบนฐานความรู้ หน่วยงานหรือผู้ประกอบการธุรกิจให้ความสำคัญกับ “การจัดการความรู้” เพื่อรักษาองค์ความรู้ขององค์กรไว้ สารสนเทศด้านธุรกิจการค้าจึงถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญในการแข่งขัน ทั้งนี้เพราะสารสนเทศช่วยประหยัดเวลาในการผลิต ลดขั้นตอน การลองผิดลองถูก อีกทั้งช่วยให้องค์กรได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ตามความต้องการของตลาด

ด้านวัฒนธรรม สารสนเทศเป็นรากฐานที่จำเป็นสำหรับความก้าวหน้าของอารยธรรม สารสนเทศช่วยสืบทอดค่านิยม ทัศนคติ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันดีงามของชาติ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ความสามัคคี ความมั่นคงในชาติ

หัวใจสำคัญของศูนย์การเรียนรู้

ศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) เป็นแนวทางหนึ่งที่องค์การหลายแห่งพยายามสร้างให้เกิดขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับพนักงานทุกระดับในองค์การ โดยส่วนใหญ่หน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบในการดูแลศูนย์การเรียนรู้ก็คือ หน่วยงานพัฒนาบุคลากร การที่จะปรับฐานะของงานพัฒนาบุคลากรที่มุ่งเน้นแต่การจัดอบรมเพียงอย่างเดียวมาเป็น “ศูนย์การเรียนรู้” ให้ได้นั้น องค์ประกอบหลักที่สำคัญที่องค์การจะต้องพิจารณาเพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพ ได้แก่

1. ผู้ให้บริการในศูนย์การเรียนรู้ – บุคคลที่ทำงานในศูนย์การเรียนรู้ถือว่าเป็นด่านสกัดแรกที่สำคัญที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้เรียน ขีดความสามารถ (Competency) ที่สำคัญของผู้ที่ทำงานในศูนย์การเรียนรู้ ได้แก่ จิตสำนึกของการให้บริการ (Service Mind) พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมีจิตสำนึกในการให้บริการที่ดีหลัก ๆ ก็คือ

• ยิ้มแย้มแจ่มใสกับผู้มาขอใช้บริการอยู่เสมอ ไม่ทำสีหน้าบึ้งตึงหรือพูดจาไม่สุภาพกับลูกค้า
• ตอบข้อซักถามด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนเมื่อมีการสอบถามจากผู้ขอใช้บริการ
• อาสาตนเองช่วยเหลือผู้ขอใช้บริการ โดยไม่ต้องขอให้มีการร้องขอเกิดขึ้น
• พยายามหาคำตอบหรือให้ข้อแนะนำ กรณีที่ข้อมูลที่สอบถามมาผู้ให้บริการไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น
เมื่อผู้ให้บริการมี Service Mind ที่ดี ย่อมจะทำให้ผู้ที่มาขอใช้บริการเกิดความสบายใจ ไม่กลัวที่จะสอบถามหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ให้บริการ และที่สำคัญพวกเขาจะบอกต่อและชักชวนให้พนักงานคนอื่นๆ หันมาสนใจที่จะมาใช้บริการจากศูนย์การเรียนรู้ในองค์การ

2. ช่องทางการเรียนรู้ – ช่องทางการเรียนรู้ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะหากไม่มีช่องทางการเรียนรู้ในองค์การ ความรู้ย่อมจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

3. กระบวนการติดตามผลการเรียนรู้ – ศูนย์การเรียนรู้นอกจากจะทำหน้าที่ในการหาช่องทางการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์การแล้ว ศูนย์การเรียนรู้จะต้องทำหน้าที่ในการออกแบบระบบเพื่อติดตามผลว่าพนักงานมีการเรียนรู้ขึ้นจริง (Learning Monitoring) ซึ่งกระบวนการติดตามผลการเรียนรู้มีหลากหลายวิธีการ

ดังนั้นการศูนย์การเรียนรู้ในองค์การให้เกิดขึ้น ย่อมทำให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นแล้วในองค์การ ซึ่งความรู้นั้นจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังของผู้บริหารระดับ CEO ว่าจะเอาจริงเอาใจมากน้อยแค่ไหน รวมถึงขึ้นอยู่กับหัวหน้างานที่จะสนับสนุนและผลักดันให้พนักงานมีการเรียนรู้อย่างจรืงจัง และที่สำคัญตัวพนักงานเองที่จะต้องใส่ใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองด้วยเช่นกัน และจากความรู้ที่เกิดขึ้นในตัวพนักงานคนหนึ่งหากมีการถ่ายทอดไปสู่พนักงานอีกคน ในที่สุดย่อมจะเกิดกระบวนการการเรียนรู้ขึ้นในองค์การ หรือที่เรียกว่า Organization Learning

←Older